หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ จังหวัดเชียงใหม่-Hot News Daily

ชีวิตนอกกองทัพ สิบเอกหญิง สุพิชฌา

“ไม่ใช่แค่เรื่องการมาเป็นทหาร หรือมาเป็นประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตของเรามีทางเลือก อยู่ที่ว่าเราจะกล้าเลือกและกล้าทำหรือเปล่า ต้องลองมองหาโอกาสตลอดเวลา เพราะโอกาสไม่ได้มาหาเรา เมื่อมีโอกาสแล้วก็ต้องกล้าที่จะจับมันไว้”

คำพูดของ “พีช” สุพิชฌา วิริยะสกุลพันธุ์ สาวไทยที่พลิกชีวิตจากเด็กนักเรียนไทยธรรมดาๆ ซึ่งบินไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟร้านอาหารไทยและอาหารฝรั่ง

แต่ชีวิตกลับหันเหได้มาเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพสหรัฐ “ทหารหญิงอเมริกัน” บินไปประจำการมาแล้วหลายประเทศ และเป็น “พลเมืองสหรัฐ” (US Citizen)

เรื่องราวของเธอถูกแชร์ออกไปมากมายในโลกออนไลน์ทางเพจเฟซบุ๊ก “New York ออกสาว”

ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับสุพิชฌา แต่ถึงอย่างนั้นก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ชีวิตของเธอได้เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องเรียกว่า “โหดหิน” คำว่า “ง่าย” ตัดทิ้งออกจากพจนานุกรมชีวิตของเธอไปเลย

“ไม่เคยคิดว่าจะเป็นทหารเลย กลัวการฝึกทหารมาก” สุพิชฌาในวัย 33 ปี เล่าผ่านอินบ๊อกซ์เฟซบุ๊กข้ามทวีป เมื่อมติชนรายวันติดต่อขอสัมภาษณ์ โดยขณะนี้เธอประจำการอยู่ประเทศเยอรมนี

ซึ่งก่อนมาเป็นทหาร สุพิชฌาเล่าว่า เธอจบการศึกษาจากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นคนหลายถิ่น เกิดที่บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ย้ายไปอยู่ จ.นครศรีธรรมราช ตอน 6 ขวบ พอขึ้น ม.ต้น ก็ย้ายมาอยู่ จ.นนทบุรี และเพราะพ่อเป็นคนโคราช จึงทั้งเว่าลาวได้ และแหลงใต้ได้

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นตอนอายุ 24 ปี เมื่อปี 2010 เพราะอยากลองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต จึงตัดสินใจออกท่องโลกกว้าง

“ตอนนั้นคิดว่าอยากไปหาประสบการณ์ให้กับชีวิต อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เห็นโลกกว้าง เพราะตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัน ทำงานก็ไม่ค่อยมีเงินเก็บ และรู้สึกไม่โตสักที เพราะยังต้องพึ่งแม่อยู่”

สุพิชฌาโบยบินมาอยู่เมืองลุงแซม ด้วยวีซ่านักเรียน 5 ปี ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กจนวีซ่าใกล้หมด ซึ่งนี่กลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ชีวิตหักเห จนตัวเธอเองก็คิดไม่ถึง

“ตอนนั้นก็คิดว่าอาจจะต้องกลับไทย แม้จะอยากอยู่ต่อแต่พีชไม่อยากเป็นโรบินฮู้ด (คนที่ย้ายไปอยู่อาศัยในต่างประเทศ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย) ครั้นจะจ้างคนที่นี่แต่งงานด้วยก็รู้สึกว่าไม่ใช่

แต่โชคดีที่เพื่อนที่ทำงานอยู่ร้านอาหารเดียวกัน มาบอกข่าวเรื่องการสมัครทหาร และถ้าฝึกทหารจบก็จะได้เป็นซิติเซน (Citizen)” “ตอนแรกก็กลัวๆ เกิดมาไม่เคยคิดจะเป็นทหาร ไม่ไหวหรอกมันไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของเรา กลัวการฝึกทหารมาก

นั่งดูยูทูบวิดีโอทุกวันว่าเขาทำอะไรกันบ้างแต่ละวัน ซึ่งดูลำบากมากและโหดมาก แล้วก็กลัวที่จะไม่เข้าใจที่เขาพูด ไม่เข้าใจคำสั่ง กลัวทำอะไรผิดพลาด กลัวไปหมด แต่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ท้อได้แต่อย่าถอย เดินหน้าไปสมัคร ลองดู ดีกว่าเสิร์ฟอาหารขาลาก ไปไหนก็ไม่ได้ วีซ่าไม่มี ออกประเทศไม่ได้ ไปไหนก็กลัว”

ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว สาวมั่นคนนี้ก็ลุยเต็มที่ ทั้งไปสอบ ตรวจสภาพร่างกาย เธอเล่าขั้นตอนการไปสมัครว่า เริ่มจากส่งเอกสารทั้งพาสปอร์ต วีซ่า ที่ยืนยันว่าเรามาอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นโรบินฮู้ด

และมาอยู่ที่นี่นานกว่า 2 ปีแล้ว “จากนั้นก็ไปสอบ ข้อสอบมีทั้งเลข ภาษาอังกฤษ คำศัพท์ช่างและจิตวิทย า ซึ่งก็ไม่ได้ยากมาก เหมือนสอบ ม.ปลาย เสร็จแล้วเขาก็เอาคะแนนมาดู แล้วให้เราเลือกว่าอยากทำงานอะไร

จากคะแนนที่เราได้ ตอนแรกเขาจะให้ไปเป็นพย าบาล แต่เราคงไม่ไหว เลยได้มาทำการเงินแทน ซึ่งเราก็โอเค ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ถือว่าไม่ได้ยุ่งยากมาก เพราะเขาทำเรื่องให้หมดทุกอย่าง

แค่เอาเอกสารไปให้ แล้วก็เรียนเพิ่มเติมก่อนไปสอบ ซึ่งข้อสอบทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ” จากวันที่เลือกงาน สุพิชฌารออีก 6 เดือน ก็ได้ไปฝึกทหาร

“ฝึกก็มีทุกอย่าง คงคล้ายๆ กันกับฝึกทหารประเทศอื่นๆ มีการออกกำลังกาย, ฝึกยิงปืน, ฝึกปาระเบิด ฝึกความมีระเบียบวินัย ทีมเวิร์ก กินข้าวก็มีเวลาให้กินแค่แป๊บเดียว คือรีบตลอดเวลา

แล้วเราซึ่งเป็นคนไทยภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ดีมาก ต้องคอยมองเขาตลอดว่าเขาทำอะไรกัน เพราะบางทีเราก็ไม่รู้เรื่อง หรือไม่ค่อยเข้าใจ แต่ครูฝึกและเพื่อนๆ ที่ฝึกด้วยกันก็เข้าใจ และช่วยเหลือกันตลอด”

“หนักสุดคือตอนไปนอนป่าแล้วฝนตก คือมันมืดมาก ไม่มีไฟ แล้วนอนอยู่ในเต็นท์ แต่ว่าก็ยังเปียก หนาวก็หนาว เหม็นตัวเองด้วย คิดในใจว่าเรามาทำอะไรเนี่ย

โคตรเหนื่อยเลย ตอนนั้นคือใกล้จะฝึกจบแล้ว นี่ไม่เคยเรียน รด. ไม่รู้ว่าเขาฝึกทหารกันยังไง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความอดทน แล้วก็แรงบันดาลใจ ทำอะไรที่มันนอกเหนือจากคอมฟอร์ต โซน มันยากหมดแหละ”

แม้จะทั้งเหนื่อยหนักสาหัสเจียนขาดใจแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านมาได้จนสำเร็จได้เป็น “ทหารหญิง” ประจำกองทัพสหรัฐ

รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากเลย รู้สึกว่าทำได้ไงอะ พอมองนึกย้อนกลับไป 2 เดือนที่ผ่านมา ทุกวัน ไม่มีเวลาว่างที่จะพักผ่อน มันเหนื่อยมาก เหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็ป่วยตลอดเวลา พอถึงวันจบก็รู้สึกว่ามีความสุขมาก เพื่อนๆ

ที่ฝึกมาด้วยกันเกือบทั้งหมดก็จบพร้อมกัน เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุด แล้วจะจำไปตลอดชีวิต” หากเธอก็พูดแบบติดตลกว่า “แต่ให้ไปฝึกอีกก็คงไม่เอาแล้ว แก่แล้วไม่ไหวแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เธอก็ว่าการเป็นทหารให้อะไรหลายอย่างกับชีวิต “การเป็นทหารให้อะไรเยอะเลย ที่สำคัญที่สุดสำหรับเราแล้วที่ยึดติดไว้ในใจตลอด คือคนเราสามารถทำได้ทุกอย่าง ถ้ามีความตั้งใจ

ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริงๆ เราเคยท้อและคิดว่าไม่ไหวแล้ว มันเป็นอะไรที่โหดสุดแล้วในชีวิตที่เคยเจอ แต่พอมาคิดอีกที คนอื่นก็ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ มันก็คนเหมือนกันนี่”

Related Articles

Back to top button